ขั้นตอนฟ้องขับไล่ผู้บุกรุกออกจากที่ดินทางแพ่ง ตั้งแต่บอกกล่าวจนบังคับคดี

· 1 min read
ขั้นตอนฟ้องขับไล่ผู้บุกรุกออกจากที่ดินทางแพ่ง ตั้งแต่บอกกล่าวจนบังคับคดี

เมื่อมีคนเข้ามา บุกรุกที่ดินคนอื่น โดยไม่มีสิทธิ เจ้าของที่ดินย่อมได้รับความเดือดร้อนทั้งการใช้ประโยชน์และการครอบครอง บางกรณีอาจเริ่มจากการปลูกเพิง วางรั้ว หรือทำทางผ่านโดยไม่ได้ขออนุญาต เจ้าของจึงต้องรู้ว่ามีทางออกทางแพ่งอย่างไร ตั้งแต่การบอกกล่าวให้ออก การฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหาย ไปจนถึงขั้นบังคับคดี และควรเข้าใจความต่างจากการดำเนินคดีอาญาเพื่อเลือกใช้สิทธิได้เหมาะกับสถานการณ์ สำหรับภาพรวมของทางเลือกแพ่งและอาญาในคดีที่ดินสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ https://thanaidee.com/คดีที่ดิน-แพ่งหรืออาญา/

ก่อนฟ้องขับไล่ ต้องบอกกล่าวให้ผู้บุกรุกออกก่อนหรือไม่?

โดยทั่วไปแล้ว การบอกกล่าวให้ออกก่อนฟ้องถือเป็นขั้นตอนสำคัญ เพราะศาลมักต้องการเห็นว่าผู้ครอบครองตามกฎหมายได้แจ้งให้อีกฝ่ายทราบและเปิดโอกาสให้ออกไปก่อน หากผู้บุกรุกยังเพิกเฉยจึงค่อยยื่นฟ้องขับไล่ อย่างไรก็ตาม กฎหมายไม่ได้กำหนดแบบฟอร์มตายตัว การบอกกล่าวจึงควรทำเป็นหนังสือระบุให้ชัดว่าต้องออกภายในกี่วันและห้ามกลับมาอีก

การบอกกล่าวที่ดีควรทำเป็นหนังสือลงวันที่ ระบุตัวตนผู้รับและสถานที่ที่บุกรุก หากส่งด้วยวิธีที่มีหลักฐาน เช่น ไปรษณีย์ตอบรับหรือมีพยาน ก็จะช่วยให้ศาลเห็นความสุจริตของเจ้าของ ควรเก็บสำเนาหนังสือและหลักฐานการส่งไว้ด้วย เพราะหากต้องฟ้องจริง เอกสารเหล่านี้จะใช้ประกอบคำฟ้องเพื่อแสดงว่าผู้บุกรุกได้รับรู้และไม่ยอมออก

การบอกกล่าวให้ออกควรทำอย่างไรให้มีหลักฐานหนักแน่น?

ทนายความ

ควรทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อเจ้าของหรือผู้มีสิทธิ ระบุชัดว่าที่ดินแปลงใด ถูกบุกรุกบริเวณใด และให้ออกภายในระยะเวลาที่เหมาะสม เช่น เจ็ดถึงสามสิบวัน แล้วส่งให้ผู้บุกรุกโดยวิธีที่พิสูจน์การรับได้ ถ้าส่งทางไปรษณีย์ตอบรับให้เก็บใบตอบรับและสำเนาหนังสือไว้เป็นหลักฐาน

หากไม่แน่ใจว่าผู้บุกรุกเป็นใครหรืออยู่ที่ไหน อาจขอให้เจ้าหน้าที่ท้องที่หรือผู้นำชุมชนช่วยเป็นพยานในการส่งข้อความหรือแจ้งด้วยวาจาแล้วบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร การบอกกล่าวไม่จำเป็นต้องใช้ถ้อยคำทางกฎหมายก็ได้ แต่ควรชัดเจนว่าเจ้าของไม่ยินยอมให้อยู่ในที่ดินอีกต่อไป และหากไม่ยอมออกจะดำเนินการตามกฎหมาย

ฟ้องขับไล่ทางแพ่งต้องอาศัยสิทธิใดตามกฎหมาย?

เจ้าของที่ดินมีสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 ที่ให้ใช้สอย จำหน่าย ได้ดอกผล ติดตามเอาคืนทรัพย์สินจากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือ และขัดขวางมิให้ผู้อื่นเข้าเกี่ยวข้องโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นเมื่อถูกบุกรุก เจ้าของจึงฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายได้

นอกจากสิทธิของเจ้าของแล้ว ผู้ที่ครอบครองที่ดินอยู่ก่อนอาจใช้สิทธิฟ้องปลดเปลื้องการรบกวนหรือเรียกคืนการครอบครองตามมาตรา 1374 และ 1375 ได้ แต่ต้องฟ้องภายในหนึ่งปีนับแต่ถูกรบกวนหรือถูกแย่งการครอบครอง การเลือกใช้ฐานสิทธิใดจึงขึ้นกับว่าผู้ฟ้องเป็นเจ้าของตามทะเบียนหรือเป็นผู้ครอบครองที่ถูกอีกฝ่ายเข้ามาแทรกแซง

ใครมีอำนาจฟ้องขับไล่ได้บ้าง?

ผู้เสียหายย่อมมีอำนาจฟ้องคดีอาญาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 ส่วนทางแพ่ง เจ้าของทรัพย์สินหรือผู้มีสิทธิครอบครองตามกฎหมายสามารถฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายได้ หากที่ดินมีชื่อหลายคน เจ้าของร่วมคนใดคนหนึ่งอาจฟ้องได้แต่ควรแจ้งให้คนอื่นทราบ

หากผู้ครอบครองไม่ใช่เจ้าของตามทะเบียนแต่ได้ครอบครองโดยชอบ เช่น เช่าหรือได้รับอนุญาต ก็อาจฟ้องในฐานะผู้ครอบครองได้ แต่ต้องระวังเรื่องอายุความหนึ่งปีสำหรับคดีครอบครอง หากเป็นผู้จัดการมรดกหรือผู้รับโอนสิทธิก็อาจฟ้องได้เช่นกัน แต่ควรมีเอกสารแสดงสิทธิชัดเจน

ฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายพร้อมกันได้ไหม?

ทำได้ เพราะการฟ้องขับไล่เป็นคำขอให้ศาลสั่งให้ผู้บุกรุกออกจากที่ดิน ส่วนค่าเสียหายเป็นการเรียกค่าขาดประโยชน์จากการที่เจ้าของไม่ได้ใช้ที่ดินในช่วงที่ถูกบุกรุก ศาลสามารถพิจารณาทั้งสองส่วนในคดีเดียวกันได้

การคำนวณค่าเสียหายอาจคิดจากค่าเช่าตามท้องตลาดหรือประโยชน์ที่เจ้าของน่าจะได้หากไม่ได้ถูกบุกรุก แต่ต้องมีหลักฐานประกอบ เช่น ราคาประเมินหรือสัญญาเช่าข้างเคียง ควรระบุในคำฟ้องให้ชัดว่าเรียกค่าเสียหายช่วงใดและคิดจากอะไร เพื่อให้ศาลพิจารณาได้ง่าย

ต้องเตรียมหลักฐานอะไรบ้างก่อนยื่นฟ้อง?

หลักฐานชิ้นสำคัญคือเอกสารแสดงสิทธิในที่ดิน เช่น โฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ แผนที่และรูปถ่ายที่แสดงการบุกรุก หนังสือบอกกล่าวให้ออกพร้อมหลักฐานการส่ง และหลักฐานค่าเสียหาย เช่น ภาพถ่ายทรัพย์สินที่เสียหายหรือเอกสารการประเมินราคา

หากมีพยานบุคคลที่เห็นเหตุการณ์หรือรู้ว่าที่ดินเป็นของเจ้าของ ก็ควรบันทึกชื่อและที่อยู่ไว้ อาจถ่ายภาพหรือวิดีโอการบุกรุกโดยไม่ล่วงล้ำเข้าไปในพื้นที่ส่วนตัวของอีกฝ่าย การเตรียมหลักฐานให้ครบตั้งแต่ต้นจะช่วยให้คำฟ้องชัดเจนและลดความเสี่ยงที่ศาลจะสั่งให้แก้ไข

การฟ้องทางแพ่งต่างจากการแจ้งความอาญาอย่างไร?

การฟ้องแพ่งมีเป้าหมายให้ศาลสั่งขับไล่และเรียกค่าเสียหาย ส่วนการดำเนินคดีอาญาเป็นการลงโทษผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 ถึง 366 ซึ่งมีทั้งโทษจำคุกและปรับ ขึ้นกับลักษณะการบุกรุก

ฐานความผิดตามมาตรา 362 ถึง 364 ถ้าไม่ใช่กรณีตามมาตรา 365 ซึ่งเป็นเหตุฉกรรจ์ จะเป็นความผิดอันยอมความได้ตามมาตรา 366 และผู้เสียหายต้องร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำตามมาตรา 96 การฟ้องแพ่งและอาญาสามารถทำคู่กันได้ แต่ควรปรึกษาทนายความเพื่อวางลำดับและกลยุทธ์ที่เหมาะสม

หลังศาลพิพากษาแล้ว มีขั้นตอนบังคับคดีขับไล่อย่างไร?

เมื่อศาลมีคำพิพากษาให้ขับไล่แล้ว หากผู้บุกรุกไม่ยอมออก เจ้าของต้องยื่นคำขอออกหมายบังคับคดีต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี เพื่อให้มีการแจ้งและดำเนินการขับไล่ตามขั้นตอนกฎหมาย โดยอาจต้องใช้เจ้าพนักงานและพยานในการเข้าไปดำเนินการ

ในทางปฏิบัติ เจ้าพนักงานบังคับคดีจะกำหนดวันเข้าดำเนินการและแจ้งให้ผู้บุกรุกทราบล่วงหน้า หากยังขัดขืนอาจต้องขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ协助 เจ้าของควรเตรียมเอกสารคำพิพากษาและหลักฐานสิทธิให้พร้อม และอาจต้องจัดหารถขนย้ายทรัพย์สินของผู้บุกรุกออกไปตามระเบียบ หากไม่แน่ใจขั้นตอนควรปรึกษาทนายความหรือสำนักงานบังคับคดีในพื้นที่

การฟ้องขับไล่มีค่าขึ้นศาลอย่างไร?

ค่าขึ้นศาลในคดีแพ่งทั่วไปคิดตามทุนทรัพย์ หากคำนวณเป็นเงินได้และทุนทรัพย์ไม่เกินห้าสิบล้านบาท คิดร้อยละสอง แต่ไม่เกินสองแสนบาท ส่วนที่เกินห้าสิบล้านบาทคิดร้อยละศูนย์จุดหนึ่ง สำหรับคดีที่ไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้คิดเรื่องละสองร้อยบาทตามตารางหนึ่งแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

คดีขับไล่ที่ดินมักมีคำขอเรียกค่าเสียหายซึ่งคำนวณเป็นเงินได้ จึงต้องประเมินทุนทรัพย์ให้ดี หากประเมินสูงเกินไปอาจเสียค่าขึ้นศาลมากโดยไม่จำเป็น แต่ถ้าประเมินต่ำเกินไปศาลอาจสั่งให้แก้ไข ควรปรึกษาผู้รู้หรือทนายความก่อนยื่นฟ้องเพื่อคำนวณค่าธรรมเนียมให้เหมาะสม

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฟ้องขับไล่ผู้บุกรุกที่ดิน

ถ้าผู้บุกรุกอ้างว่าครอบครองมานานแล้ว ยังฟ้องขับไล่ได้ไหม?

ยังฟ้องได้ แต่ต้องพิจารณาว่าอีกฝ่ายอาจยกข้อต่อสู้เรื่องการได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ตามมาตรา 1382 หรือไม่ ซึ่งต้องเข้าเงื่อนไขครอบครองโดยสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันสิบปีสำหรับอสังหาริมทรัพย์ การฟ้องขับไล่จึงควรมีหลักฐานแสดงว่าการครอบครองนั้นไม่ชอบหรือไม่ครบเงื่อนไข

ต้องฟ้องภายในกี่ปีนับแต่ถูกบุกรุก?

หากฟ้องในฐานะผู้ครอบครองตามมาตรา 1374 หรือ 1375 ต้องฟ้องภายในหนึ่งปีนับแต่ถูกรบกวนหรือถูกแย่งการครอบครอง แต่หากฟ้องในฐานะเจ้าของตามมาตรา 1336 โดยทั่วไปไม่มีอายุความเฉพาะเช่นนั้น อย่างไรก็ดี ควรฟ้องโดยเร็วเพื่อป้องกันปัญหาพยานหลักฐานและข้อต่อสู้เรื่องอายุความ

สามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายย้อนหลังได้แค่ไหน?

กฎหมายไม่ได้กำหนดเพดานตายตัว แต่ศาลมักพิจารณาจากระยะเวลาที่ถูกบุกรุกจริงและหลักฐานที่พิสูจน์ได้ การเรียกร้องย้อนหลังนานมากอาจต้องมีเอกสารหรือพยานยืนยันชัดเจน หากไม่มีหลักฐานศาลอาจไม่ให้เต็มจำนวนที่ขอ

ถ้าผู้บุกรุกเป็นญาติจะฟ้องได้หรือไม่?

ทำได้ เพราะสิทธิในทรัพย์สินไม่ขึ้นกับความเป็นญาติ แต่การฟ้องญาติอาจกระทบความสัมพันธ์ การบอกกล่าวให้ออกและพยายามเจรจาก่อนจึงเป็นทางเลือกที่ควรพิจารณา หากเจรจาไม่สำเร็จจึงค่อยดำเนินการตามกฎหมาย

หลังชนะคดีแล้ว ผู้บุกรุกกลับมาอีก ต้องทำอย่างไร?

หากกลับมาหลังจากมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว อาจต้องร้องขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีอีกครั้ง หรือดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายว่าด้วยการขัดขืนคำบังคับคดี ซึ่งอาจมีโทษทางอาญา ควรปรึกษาทนายความเพื่อวางแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดการบุกรุกซ้ำ

ถ้าไม่แน่ใจว่าจะเริ่มจากแพ่งหรืออาญา ควรทำอย่างไร?

ควรปรึกษาทนายความหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อประเมินข้อดีข้อเสียของแต่ละทาง เช่น ระยะเวลา ภาระการพิสูจน์ และผลลัพธ์ที่ต้องการ การเลือกทางที่เหมาะกับสถานการณ์จะช่วยลดความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น สำหรับผู้ที่ต้องการคำแนะนำเรื่องคดีที่ดินสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ทนายดี

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับขั้นตอนการฟ้องขับไล่ผู้บุกรุกที่ดิน ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะกรณี ผู้อ่านควรปรึกษาทนายความหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาข้อเท็จจริงและสิทธิของตนก่อนดำเนินการใด ๆ